คอมพิวเตอร์ อุตสาหกรรม AI จะถูกนำมาใช้อย่างจริงจังจริงหรือไม่ และ อุตสาหกรรม AI คือ อะไร

Ai Art robot

ช่วง 3 ปีมานี้ หลังจากเราได้พัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้นจนเราเข้าสู่โลกของ IOT หรือ Internet of thing ก็ทำให้สังคมของเราเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง หนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงจนสังเกตได้ก็คือ อาชีพหลายอย่างหายไป หลายคนตกงานเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ยิ่งระบบโรงงานอุตสาหกรรมนี่บอกเลยว่า ระบบ AI จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในอีกไม่นานนี้เพราะอะไร การคำนวณที่แม่นยำมากกว่า การทำธุรกิจสมัยนี้ อะไรเป็นสิ่งที่ชี้ขาดการตัดสินใจได้ดีที่สุด คำตอบก็คือ ข้อมูลและการคำนวณ ยิ่งเราได้ข้อมูลมากขึ้น การทำงานของเราก็ดีขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น ปัจจุบันเราอาจจะใช้โปรแกรมช่วยคำนวณเพื่อมาตัดสินใจอีกครั้ง อาจจะต้องใช้ทีมงานอย่างน้อย 3-5 คน เพื่อแบ่งข้อมูลเป็นมิติต่างๆ ตัดสินใจได้รอบด้านมากขึ้น แต่ในอนาคต AI จะเข้ามารวบรวมข้อมูลทั้งหมด พร้อมทั้งตัดสินใจแทนเราได้เลย อาจจะเหลือคนทำงานตรงนี้เพียงแค่ 1-2 คนเท่านั้น AI + เครื่องจักร ตอนนี้ฝ่ายโรงงานที่ทำงานฝ่ายผลิตนั้น หลายโรงงานหันมาใช้เครื่องจักรทำงานแทนคนกันมากขึ้น กระบวนการผลิตสินค้าแต่ละชิ้น คนเข้ามามีส่วนร่วมน้อยมาก แต่ในอนาคต จะยิ่งน้อยลงไปอีก เพราะ AI จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการเครื่องจักรแทนคน ยิ่งได้ข้อมูลมาจากฝ่ายออฟฟิศด้วย จะทำให้ AI ฉลาดขึ้น สั่งงานผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการอย่างไม่เสียทรัพยากรแบบเสียเปล่าเลย นั่นจะทำให้คนเหลือที่ว่างทางด้านงานวิศวกรควบคุมเครื่องจักรน้อยลงไปอีก AI + หุ่นยนต์ การนำเทคโนโลยี AI ไปใช้เรามักจะหยิบมาคู่กับ หุ่นยนต์ เพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น ลองนึกภาพว่า หุ่นยนต์ที่ถูกบังคับด้วย AI นั้นจะเป็นอย่างไร เราคงไม่ต้องใช้คนทำงานแล้ว แม้ว่าจะเป็นงานใช้แรงงานง่ายๆ ก็ตาม หุ่นยนต์ก็จะทำงานได้หมด แม้ว่าจะเป็นวันหยุด วันทำงาน หรือ วันไหนก็ตาม ลดภาระการจัดการตรงนี้ไปได้เยอะทีเดียว AI งานออฟฟิศ ระบบฝ่ายผลิตเราพูดกันไปแล้ว มาดูงานฝั่งออฟฟิศกันบ้าง อย่าคิดว่า จะไม่ตกงาน เพราะว่า AI หากเข้ามาทำงานออฟฟิศได้ล่ะก็ งานนี้อาจจะตกงานกันอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเลย เอาตั้งแต่การตอบรับโทรศัพท์ ถ้ามี AI ตอบได้แทนหมดคนก็แทบจะไม่ต้องคุยแล้ว ยังไม่นับงานออฟฟิศแบบง่ายอย่างเช่น รับส่งหนังสือ เอกสารที่ได้รับจากภายนอก อาจจะมี AI รับจดหมายเหล่านี้เอง ยิ่งถ้าเป็นเอกสารที่มาในรูปแบบไฟล์ คนอาจจะไม่ได้ทำงานเลย AI…

Read More

โทรศัพท์ มือ ถือ ที่ กล้อง ชัด ที่สุด ในราคาหลัก10000 (Huawei Y9, Vivo V9, Xiaomi Mi A1)

Mobile Camera Phone Huawei Vivo Xiaomi

อยากได้มือถือแรงๆ ถ่ายรูปสวยราคาถูกๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนเราคงจะปิดการสนทนากันไปได้เลย แต่ในสมัยนี้ที่มีการแข่งขันในตลาดมือถือเยอะมาก ทำให้ราคามือถือถูกลงตามอายุเทคโนโลยีทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงมือถือสมัยใหม่ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามมือถือที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มะจะเปิดตัวราคาสูงริ้วเป็นปกติ แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไปเพราะว่าวันนี้เราจะมาแนะนำมือถือที่มีใหม่สุดแรง ถ่ายรูปสวยในราคาหลักหมื่นต้นๆ Huawei Y9 มีหน้าจอความละเอียดสูง 2340 x 1080 ด้วยขนาดอัตราส่วนที่ 19.5:9 ทำให้หน้าจอมีความยาวเต็มตาสุดๆ วัสดุที่ใช้ออกแบบมาให้จับถนัดมือด้วยเทคโนโลยี Nano-stripe พระเอกของเราในวันนี้คือเทคโนโลยี AI Cameras กล้องหน้าความละเอียด 16 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหลังขนาด 13 + 2 ล้าน มีระบบเพิ่มความคมให้กับดวงตา ด้วยการคำนวณของ AI technology สามารถสั่งให้จดการตั้งค่าในฉากต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป 500 แบบ แบ่งออกเป็น 22 หมวด เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้ภาพที่ดูดีที่สุดทุกครั้งที่ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพท้องฟ้า ต้นไม้ ดอกไม้ หิมะ สิ่งปลูกสร้าง Vivo V9 กล้องของ V9 ทำออกมาได้น่าประทับใจมากเมื่อเทียบกับมือถือในระดับเดียวกัน มาพร้อมกับกล้องคู่ด้านหลังที่มีความละเอียด 16 + 5 ล้านพิกเซล เหมาะกับการนำไปถ่ายภาพ Portrait ถึงแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับ Pixel 2 XL แต่ถ้าในราคาระดับนี้ก็ถือว่าคุ้ม เพราะภาพที่ได้มีความใสไม่ค่อยมี Noise มารบกวนโดยเฉพาะกล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล มันจึงเป็นที่นิยมมากสำหรับคนชื่นชอบถ่ายแบบ Selfie สามารถควบคุมแสงและเอฟเฟคได้หลากหลาย มีระบบควบคุมที่สวยและใช้งานได้ง่าย ทำให้เข้าถึงฟังก์ชัน ลูกเล่นได้ทั่วถึง ไม่เหมือนกับมือถือตัวอื่นที่ซ่อนไว้ลึกมาจนขี้เกียจใช้ Xiaomi Mi A1 เวอร์ชั่น Xiaomi Mi A1 มาพร้อมกล้องความคู่ความละเอียดสูง 12 ล้านพิกเซล แบบเดียวกับในรุ่น Mi 5x ในเวอร์ชันนี้จะเป็นรองลงมาจากตัวพี่เพราะไม่มีระบบ OIS มีเลนส์ที่ช้ากว่า เลนส์ไวดความละเอียด 12 ล้าน ขนาด 26…

Read More

เทคโนโลยีการถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้นในปัจจุบัน จากอนาล็อคสู่ดิจิตอล

Camera Photo

จากอนาล็อคสู่ดิจิตอล โลกเริ่มรู้จักการบันทึกภาพในราวปี ค.ศ. 1824 ซึ่งมีการคิดค้น “heliography” โดยชายที่ชื่อว่า Nicéphore Niépce เป็นภาพถ่ายที่ได้มาจากน้ำมันดินเคลือบบนแผ่นเงินที่ผ่านการรับแสงเป็นเวลา 7 วัน ในปี 1829 Niépce ได้ร่วมมือกับ Louis Jacques Mande Daguerre เพื่อช่วยในการทำงานวิจัยชิ้นใหม่ขึ้น พวกเขาสำเร็จในปี 1832 ด้วยการนำใช้สารจากการกลั่นน้ำมันลาเวนเดอร์ ช่วยให้ลดระยะเวลาในขั้นตอนผลิตภาพถ่ายเหลือเพียง 1 วันเท่านั้น 1 ปีต่อมา Niépce ได้เสียชีวิตลง Daguerre ได้ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1838 ด้วยกระบวนการถ่ายแบบดาแกโรไทป์ของเขาเอง ซึ่งเป็นกระบวนการแรกรวมถึงขั้นตอนการพัฒนา ไม่นานกล้องฟิล์มตัวแรกก็ได้เปิดตัวขึ้นในปี 1880 ภายใต้การคิดค้นของบริษัท Kodak Camera มันกลายเป็นที่นิยมและต้องการอย่างมากในตลาด เพราะมันมีราคาถูกใช้งานได้ง่าย หลังจากนั้นกล้องก็เริ่มพัฒนาดีไซน์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับลูกเล่นใหม่ๆ ที่มันทำได้ โดยเฉพาะกล้องฟิล์มขนาด 35 มิลลิเมตร วางขายในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1913 ตลอดเวลาที่กล้อง TLRs และกล้อง SLRs มีขนาดเล็กลงมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้เหมาะกับการพกพาสำหรับช่างภาพ ความแตกต่างระหว่างทั้งสองประเภทนี้ TLRs เป็นกล้องสะท้อนแบบเลนส์คู่ SLRs เป็นกล้องเลนส์เดี่ยวที่ได้รับความนิยมกว่าอย่างมากเมื่อตัว 35 มิลลิเมตรวางขาย สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากคือช่องมองภาพระดับสายตาที่ออกมาตั้งแต่ปี 1940 จนถึงปี 1950 บริษัทผลิตกล้องส่วนใหญ่ล้วนมีสายการผลิตอุปกรณ์เสริมที่สามารถถอดเปลี่ยนได้เช่น เลนส์ขนาดต่างๆ การพัฒนามาสู่ยุคดิจิตอล การถ่ายภาพดิจิตอลเป็นการถ่ายภาพที่ใช้กล้องดิจิตอลในการจับภาพ กล้องดิจิทัลไม่มีฟิล์มเหมือนกล้องมาตรฐานทั่วไปที่ใช้ในปัจจุบัน แต่ใช้เซ็นเซอร์แสงที่แปลงความเข้มของแสงเป็นกระแสไฟฟ้า จากนั้นเก็บไว้ในอุปกรณ์หน่วยความจำดิจิตอลเป็นพื้นที่สี RGB หรือเป็นข้อมูลดิบ (Raw Data) ในปี ค.ศ. 1968 Edward Stupp กับ Pieter Cath และ Zsolt Szilagyi ซึ่งทำงานที่บริษัท Philips Labs ในนิวยอร์กได้คิดค้น “All Solid State Radiation…

Read More

เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ทางด้านอาหาร ควบคู่กับการรักษามนุษย์ คืออะไร

Science of Food

มนุษย์กับอาหารเป็นของที่คู่กันเป็นอย่างดี เพราะมนุษย์จะดำรงชีพอยู่ไม่ได้หากไม่ได้กินอาหาร นอกจากเสาะแสวงอาหารที่เอร็ดอร่อยแล้ว มนุษย์ยังมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์ทางด้านอาหาร เพื่อช่วยเหลือมนุษย์อีกด้วย เทคโนโลยีทางด้านอาหารตอนนี้มีอะไรบ้าง อะไรกำลังจะเกิดขึ้นอันใกล้มาดูกัน คำนวณแคลอรี่ คนที่ควบคุมอาหาร ลดน้ำหนัก และรักษาหุ่น สิ่งที่ทำได้ยากมากรองจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็คือ การควบคุมอาหารให้ได้รับในปริมาณที่พอเหมาะไม่มากเกินไป หากกินมากเกินไปที่อุตสาห์ไปออกกำลังกายมาก็จะไม่เกิดอะไรเลย การคำนวณแคลอรี่เป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน ในอนาคตเรื่องนี้อาจจะไม่ยากอีกต่อไป เพียงแค่เราถ่ายภาพอาหาร แอพจะคำนวณปริมาณแคลลอรี่ให้เสร็จสรรพ ว่าเรากินได้แค่ไหน หรือ กินแล้วต้องออกกำลังกายได้เท่าไร การเก็บรักษาอาหาร ปัจจุบันการเก็บรักษาอาหารเป็นเรื่องสำคัญ เราจะมีวิธีการเก็บรักษาอาหารอย่างไร โดยไม่ใช้สารเคมี สารวัตถุกันเสีย นี่คือคำถามสำคัญ ในอนาคตอันใกล้เราอาจจะมีเก็บอาหารได้นานกว่าเดิม อาหารกล่องหากอยู่ในสภาพแช่แข็งอาจจะอยู่ได้นานถึง 10 ปีก็เป็นได้ หรือ อาหารทั่วไปอาจจะยืดอายุได้นานขึ้น นอกจากนั้นอาหารเหล่านี้อาจจะมีสัญลักษณ์บางอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่าอาหารอยู่ในสภาพกินได้หรือไม่ โดยที่เราไม่ต้องเปิดดูก็ได้ อาหารเพื่อสุขภาพ การรับประทานอาหารนอกจากจะทำเพื่อพลังงานในการใช้ดำรงชีวิต อาหารยังเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพอีกด้วย อาหารในอนาคตอาจจะเป็นอาหารที่กินแล้วทำให้สุขภาพของตัวเองดีขึ้น อยู่ได้นานขึ้นเหมือนกันยาอายุวัฒนะก็ได้ อย่างเช่น เมล็ดธัญพืชอาจจะให้สารอาหารมากกว่าเดิม หรือ อาหารที่กินแล้วทำลายสุขภาพ อย่าง เหล้า เบียร์ อาจจะไม่มีอะไรที่ทำลายสุขภาพก็ได้ (แต่รสชาติเหมือนเดิม) อาหารเพื่อคนป่วย ใครที่เคยนอนโรงพยาบาลสิ่งหนึ่งที่ไม่ชอบเอาเสียเลยก็คือ อาหารในโรงพยาบาลที่มันไม่อร่อยเอาเสียเลยในบางมื้อ อาจจะเป็นเพราะรสชาติที่จืด หรือ คนป่วยดีขึ้น น่ากินมากขึ้น ที่สำคัญกินแล้วมีผลต่อการรักษาอาการบาดเจ็บด้วย อย่างบางคนมีบาดแผลมา อาหารจะทำงานร่วมกับยาเพื่อให้ แผลสมานตัวกันเร็วขึ้น คนป่วยก็หายเร็วขึ้น อาหาร รีไซเคิล อาหารที่เรากินเหลือ มันไปไหน เราเคยคิดบ้างไหม บางครั้งมันก็เป็นขยะที่ทิ้งไว้ ในอนาคตวิทยาศาสตร์น่าจะมีกระบวนการบางอย่าง จัดการขยะอาหารที่เกิดขึ้นจากการกิน ทำให้มันรีไซเคิลกลับมาอีกครั้ง หากทำมันได้จะช่วยประหยัดอาหาร และลดทรัพยากรของโลกได้เยอะทีเดียว

Read More

เทคโนโลยี โทรศัพท์ มือถือจากอดีตจนถึงปัจจุบัน (คาดว่าน่าจะเริ่มมีมือถือในปี 1990)

smartphones Past

เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีโทรศัพท์ แต่เมื่อก่อนมันเป็นไปไม่ได้ที่จะหมุนหมายเลขแล้วพูดกับใครสักคน วันนี้เราจะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่ทำให้มีในวันนี้ มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าใครเป็นผู้คิดค้นโทรศัพท์คนแรก ในขณะที่ Alexander Graham Bell ออกมาเครดิตตัวเองว่าเป็นคนคิดจนหลายคนแย้งว่ามีคนอื่นอีกด้วยคือชาวอิตาลี ชื่ออันโตนิโอมีคูชี (1808-1889) วันที่ 28 ธันวาคม 1871 เขาหยิบมีเอกสารทางการที่ระบุการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ใหม่ สิทธิบัตรเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อต้องการให้แน่ใจว่าไม่มีใครขโมยความคิดที่คุณมีไปใช้ประโยชน์ แต่เวลาผ่านไปหลายปีเขาไม่ได้ไปต่อสิทธิบัตรทำให้ไอเดียของเขาถูกไร้การคุ้มครองในปี 1874 การโทรไปยังหมายเลขปลายทาง หลังจากที่ระบบโทรศัพท์พื้นฐานได้ถือกำเนิดขึ้น การโทรไปยังหมายเลขปลายทางเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร เพราะจะต้องตัวกลางซึ่งเป็นพนักงานเชื่อมต่อสายสนทนาให้ เหมือนที่เรามักจะเห็นฉากโทรคุยกันในหนังเก่าๆ จะพบว่ามีตัวละครโทรเข้าไปที่พนักงานต่อโทรศัพท์ และทางนั้นก็จะขอทราบหมายเลขปลายทางเพื่อต่อสายให้ จนกระทั่งปี 1912 สหราชอาณาจักรได้คิดค้นเครื่องต่อสายอัตโนมัติ หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้คนช่วยอีกต่อไป มันใช้เวลานานกว่าที่จะเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่จนทำงานได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ระบบที่ใช้พนักงานเหลืออยู่ในประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งภายหลังก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติในปี 1976 กลายมาเป็นมือถือพกพาเต็มรูปแบบ เมื่อประมาณซัก 35 ปีก่อนหน้านี้ โลกได้พบกับโทรศัพท์มือถือพกพาเครื่องแรกของโลกวางขายในขื่อ Motorola DynaTAC 8000X คุณภาพมันไม่ค่อยเป็นที่น่าประทับใจนักเพราะมันใช้เวลาชาร์จไฟนานกว่า 10 ชั่วโมง คุณสามารถคุยทางโทรศัพท์เป็นเวลา 30 นาทีก่อนที่แบตเตอรี่จะหมด เก็บหมายเลขได้เพียง 30 เบอร์ เพราะมันเป็นเทคโนโลยีที่ปฏิวัติวงการเช่นนี้จึงมีราคาสูงกว่า 100,000 บาท คุณสามารถซื้อ iPhone 8 ได้มากกว่า 3 เครื่องเลยทีเดียว ปัจจุบันนี้คงเป็นเรื่องยากที่เราจะอยู่ในโลกที่ปราศจากโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากมันได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของสังคมยุคใหม่ของเราไปแล้ว มันช่วยให้เราติดต่อกับใครก็ได้บนโลกเพียงมีหมายเลขปลายทาง มีการสนทนาผ่านวีดีโอคอล สามารถถ่ายรูปภาพให้ความบันเทิงที่หลากหลาย สมัยนี้เด็กอายุ 8 – 11 ขวบพ่อแม่ต่างก็ซื้อโทรศัพท์มือให้ส่วนตัวให้กันหมดแล้ว ในสมัยก่อนคงไม่มีใครคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะเกิดขึ้นได้จริง และไม่เคยนึกฝันว่ามันจะมาไกลได้ถึงขนาดนี้

Read More

เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ Quantum Computing คืออะไร ทำงานอย่างไร

Quantum Computing

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและพัฒนาตัวเองในทุกวัน บางครั้งเทคโนโลยีบางอย่างก็ส่งผลต่อเทคโนโลยีภาพรวมเพียงแค่เล็กน้อย แต่บางอย่างก็ส่งกระทบอย่างมากเลย อย่างเช่น เทคโนโลยีสัมผัสหน้าจอที่ตอนนี้กลายเป็นมาตรฐานหลักของสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และ คอมพิวเตอร์ไปแล้ว อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ตอนนี้อาจจะยังไม่ทำออกมาใช้ได้จริงเชิงพาณิชย์ แต่หากทำได้จริงเมื่อไร โลกเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะได้พลิกตัวอีกครั้ง Quantum Computing มันคืออะไร แนวคิดเรื่องนี้ถือว่าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง ต้องบอกก่อนว่าตอนนี้คอมพิวเตอร์ประกอบขึ้นด้วยระบบแผงวงจรแทนค่าสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย bit พร้อมกับคำสั่งที่เขียนด้วยตัวเลข 0 และ 1 เป็นหลัก แต่คราวนี้เค้าจะเปลี่ยนวิธีการสร้างแผงวงจรใหม่ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้อะตอมแทน ชื่อว่า Quantum Bit หรือ Qubit โดยข้อดีของมันก็คือ มันสามารถประมวลผลเป็นตัวเลข 0 และ 1 พร้อมกันได้ เร็วถึงเร็วมาก เดิมทีระบบ bit เครื่องจะประมวลผลคำสั่งทีละบรรทัด ทีละวรรค ว่าเลขฐานสอง (เลข 0 กับ 1 ) นั้นหมายถึงอะไร ต้องทำอะไร ประมวลผลอย่างไร แสดงออกมาอย่างไร แต่พอมาเป็น Qubit ที่สามารถประมวลได้พร้อมกัน 0 และ 1 นั่นทำให้การทำงานของคอมพิวเตอร์จะเร็วขึ้นมาก อีกทั้งความเสถียรยังมีมากกว่าด้วย จากการทดสอบโดยกูเกิลบอกว่า ตัวนี้สามารถประมวลผลได้เร็วกว่าแบบเดิมถึง 100 ล้านเท่า (โอ้พระเจ้า มันเร็วจนเราคิดภาพไม่ออก) ข้อเสียที่ยังแก้ไม่ได้ เห็นความเร็วระดับเดอะ แฟลช หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงยังไม่สามารถนำมาใช้จริง คำตอบก็คือ Qubit ยังมีข้อเสียบางอย่างที่ยังแก้ไขไม่ได้ กล่าวคือ ตัวมันเองมีความเล็กและเปราะบางมาก หากมีอะไรมารบกวนจะทำให้การทำงานมีปัญหาทันที สองการคัดลอกข้อมูลเพื่อสำรองไว้ยังไม่ดีพอ (แม้จะเร็วแต่เก็บข้อมูลไม่ได้ก็ไม่ไหว) และการเก็บรักษาต้องอยู่ในสภาวะพิเศษมากก็คือ อยู่ในอุณหภูมิศูนย์สมบูรณ์ หรือ -273.15 องศาเซลเซียส แนวโน้มของ Quantum Computing แม้ว่าจะยังมีบางจุดที่ยังมีข้อปรับปรุงอยู่ แต่ Quantum Computing เริ่มมีแนวคิดกันมาแล้วว่าจะเอาไปใช้ได้อย่างไรบ้าง หนึ่งเลยเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย ที่ต้องอาศัยการเข้ารหัสที่มีความซับซ้อนมากขึ้นหลายชั้น หากนำตัวนี้ไปใช้การประมวลผลจะทำได้ซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม ในระยะเวลาที่น้อยกว่าเดิม การป้องกันการแฮ็คก็จะทำได้แน่นหนามากขึ้น พัฒนา A.I. A.I. กลายเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากของนักพัฒนาเทคโนโลยี เนื่องจากเป็นสิ่งที่จะช่วยให้การทำงานของมนุษย์นั้นรวดเร็วมากยิ่งขึ้น หากเราหันมาใช้…

Read More

เทคโนโลยี กีฬาที่ใช้ในมหกรรมกีฬาฟุตบอลโลก 2018

GLT VAR FOOTBALL

เกมฟุตบอลต้องยอมรับเลยว่ามันคือเกมของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง มีคนเล่น และ ติดตามกว่าหลายพันล้านคนทั่วโลก หากนับในเกมระดับทีมชาติ ทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่สุดต้องเป็นฟุตบอลโลกอย่างไม่ต้องสงสัย เพื่อให้การตัดสิน การแข่งขันสนุกมากขึ้น โปร่งใสมากขึ้น ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาในเกมฟุตบอลโลกด้วย มาดูว่า ฟุตบอลโลกล่าสุดปี 2018 มีเทคโนโลยีอะไรลงไปบ้าง ระบบ EPTS สิ่งหนึ่งที่โค้ช ผู้จัดการทีม รวมถึงสต๊าฟข้างสนามต้องการรู้มากก็คือ สิ่งที่นักฟุตบอลแสดงเวลาลงไปเล่นในสนาม คนไหนวิ่งมาก วิ่งน้อย เล่นอย่างไร สภาพร่างกายเป็นอย่างไร ทำความเร็วเท่าไร และอีกสารพัดข้อมูล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจในการประเมินทีมระหว่างแข่งขัน และ หลังการแข่งขันเพื่อวางแผนฟื้นฟูร่างกาย ไปจนถึงวางแผนการเล่นเกมต่อไปด้วย เทคโนโลยี EPTS ทำขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว สต๊าฟแต่ละทีมจะได้รับข้อมูลแสดงผลแบบ เรียลไทม์ เพื่อดูว่าสมรรถภาพผู้เล่นคนไหนเป็นอย่างไร พร้อมหรือไม่ บางคนอาจจะเหนื่อยมากจนต้องออกแม้ว่าเจ้าตัวจะบอกว่ายังไหวก็ตาม VAR เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อวงการฟุตบอลก็คือ VAR ย่อมาจากคำว่า Video assistant referees เทคโนโลยีนี้ก็คือ การนำเสนอภาพช้าในจังหวะสำคัญเพื่อให้กรรมการได้ตัดสินใจอีกครั้งว่า ผลการตัดสินถูกต้องหรือไม่ เพื่อทำให้การแข่งขันโปร่งใสมากขึ้น เทคโนโลยีนี้อาจจะทำให้เกมลูกหนังหยุดลงชั่วคราว (ไม่เกิน 2 นาที) แต่แลกกับการโปร่งใสในการตัดสินถือว่าคุ้มค่ามาก GLT การแข่งขันฟุตบอลสมัยนี้พัฒนาไปไกลมาก ความสามารถของนักเตะสูงขึ้นจนเกือบจะทะลุขีดจำกัดของมนุษย์ นั่นทำให้การเตะลูกฟุตบอล เร็ว และแรง ขึ้นด้วย บางครั้งการเตะบอลแล้วอาจจะทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ลูกบอลเข้าประตูหรือไม่(เข้าแล้วแต่อีกฝ่ายสกัดออกมาได้ทันจะเห็น เพื่อแสดงความชัดเจนว่า ลูกนั้นเข้าไปแล้ว(แบบเต็มใบ) จึงต้องมีเทคโนโลยี GLT หรือ Goal Line Technology เพื่อตรวจสอบว่าลูกนั้นเข้าไปแล้วจริง หากลูกเข้าจะยิงสัญญาณไปที่นาฬิกาข้อมือของกรรมการหรือหากไม่ชัดเจนก็จะมีการย้อนดูภาพรีเพลย์ และ ภาพเสมือนจริงอีกครั้ง ลูกบอล การแข่งขันฟุตบอลโลก สิ่งที่แฟนบอลจับตาดูก็คือ ลูกฟุตบอลแต่ละครั้งนอกจากลวดลายของลูกฟุตบอลเรายังต้องดูว่า ลูกยังใส่เทคโนโลยีอะไรเข้าไปอีกบ้าง ลูกฟุตบอลโลกประจำศึกฟุตบอลโลกคราวนี้ชื่อว่า Telstar18 มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่มีการฝั่งชิพลงไปในลูกบอล เพื่อเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานได้ด้วย ถือว่าเจ๋งดีทีเดียว

Read More

เทคโนโลยี AR ก้าวต่อไปของอนาคต

VR new item

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทคโนโลยี Augmented Reality หรือ AR เข้ามามีบทบาทอย่างมากในโลกสมัยนี้จนถึงอนาคต เรียกได้ว่าเป็นก้าวต่อไปของอนาคตก็ว่าได้ เอาแค่เกม pokemon Go ก็สร้างความฮือฮาในวงการเกมไปได้พักใหญ่เลยทีเดียว มาดูกันว่าเทคโนโลยี AR จะเป็นก้าวต่อไปในอนาคตได้อย่างไร โลกเสมือนจริง Augmented Reality จะทำให้เกิดโลกเสมือนจริงในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว เราอาจจะเคยเห็นการเชื่อมโยงเข้าสู่โลกเสมือนจริงผ่านเครื่องมือต่างๆ มามากมายในนวนิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซี บอกได้เลยว่ามาแน่ โดยเฉพาะหนังเรื่อง ready player one จะเล่าถึงเรื่องของประชากรในโลกเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริงมากกว่าโลกจริงเสียอีก อาจจะมองว่าเป็นเรื่องภาพยนตร์แต่มันน่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่เกิน 20 ปีต่อจากนี้ การซื้อขายรูปแบบใหม่ เทคโนโลยี AR จะพาเราก้าวเข้าไปสู่อนาคตการซื้อของรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะเรื่องของเสื้อผ้า หน้าผม เครื่องสำอาง รองเท้า กระเป๋า เราจะสามารถทดลองสวมใส่ ทดลองติดตั้ง ทดลองทา ทดลองใช้ของสิ่งนั้นผ่าน  AR ได้โดยตรงเลยยกตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าเราจะสามารถกดเพื่อดูว่าตัวเราเมื่อใส่ชุดนี้ไปแล้วจะสวยแค่ไหนแบบสามมิติทุกมุม 360 องศา หรือจะบวกการแต่งหน้าเข้าไปด้วยก็ทำได้ ทั้งหมดนี้ทำได้เพียงแค่เราใช้  AR เท่านั้น การซ้อมรบเสมือนจริง แม้ว่าตอนนี้สงครามจะมีน้อยลงมาก แต่ทำอย่างไรจะให้ทหารได้ฝึกฝนเหมือนกับอยู่สงครามจริงๆ คำตอบไม่ยากเลย เพียงแค่เราจับเอาทหารเค้าเครื่อง Augmented Reality ก็สามารถจำลองสถานการณ์ให้ทหารได้ซ้อมรบจริง จะบนบก ในน้ำ กลางอากาศ สถานที่ไหนในโลกก็สามารถทำได้หมด อาวุธแบบไหนก็ติดตั้งเข้าไป เพียงแค่นี้ทหารก็ออกรบจริงแบบไม่เจ็บตัวกลับบ้านแบบไร้รอยขีดข่วน ห้องทำงานเสมือนจริง ใครเบื่อเวลานั่งรถออกไปทำงานบ้างยกมือขึ้น เชื่อว่ายกมือกันเยอะมาก หาก Augmented Reality พัฒนาไปได้ก้าวไกลมากขึ้น เราอาจจะเปลี่ยนแปลงการทำงานก็ได้ หากเรามีเครื่อง AR อยู่บ้านเราก็สามารถเชื่อมโยงตัวเรากับออฟฟิศผ่านห้องทำงานเสมือนจริงได้เลย จะประชุม ติดต่องาน หรือ ทำงานส่งเอกสาร ก็ทำได้แม้ว่าอยู่บ้านก็ตาม น่าจะทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เอาเวลาไปผจญภัยบนท้องถนน รถติด มาทำงานดีกว่า นอกจากตัวอย่างเหล่านี้  Augmented Reality น่าจะทำให้ชีวิตของคนในยุคอนาคตอีกสักประมาณ 20 ปีข้างหน้าเปลี่ยนแปลงไปจนไม่น่าเชื่อเลยก็ว่าได้ ต้องมาดูกันว่า Augmented Reality จะพัฒนาไปได้มากน้อยแค่ไหน หรือ อาจจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่โดนทอดทิ้งเหมือนกับหลายเรื่องที่ผ่านมา

Read More

การพัฒนา โดรน ช่วยวงการนักบินได้อย่างไรบ้าง

Drone wing Site

โดรน กลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญตอนเกิดเหตุการณ์หมูป่าติดถ้ำ ต้องยอมรับว่า โดรน เป็นเทคโนโลยีสำคัญอย่างมากในแวดวงการบินทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เวลาเราไปที่โล่งแจ้งมักจะเห็นคนนำโดรนมาบินเพื่อความสนุกสนาน หรือบางทีก็หยิบโดรนมาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน เรามาวิเคราะห์กันว่า การพัฒนาโดรนจะช่วยให้แวดวงการบินในมิติใดบ้าง การบินสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัย เวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน บางครั้งการบินด้วยเฮลิคอปเตอร์จะไม่สามารถบินสำรวจเข้าไปใกล้ได้มากนัก เนื่องจากความปลอดภัยของนักบิน ยกตัวอย่างเช่น การเกิดแผ่นดินไหว การเกิดภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น แต่การบินด้วยโดรน เครื่องจะเล็กกว่าก็สามารถบินเข้าไปได้ใกล้มากกว่า แถมไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยของนักบินอีกด้วย การสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยด้วยโดรนจะทำให้หน่วยกู้ภัยทราบข้อมูลได้ชัดกว่า วางแผนการปฏิบัติการได้ดีกว่า อีกมิติหนึ่งเราอาจจะพัฒนาโดรนให้สามารถบินสำรวจในพื้นที่ยากลำบากอย่างเช่นหุบเขา ซอกเขา ก็ได้ ชั่วโมงบินของนักบิน กว่าจะเป็นนักบินได้นั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด นอกจากเรียนรู้เรื่องของทฤษฏียังต้องเรียนรู้การปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย การออกฝึกภาคสนามปฏิบัติย่อมหมายถึงความเสี่ยงอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอด นอกจากจะฝึกนักบินด้วยห้องควบคุมเสมือนจริง การให้นักบินได้ฝึกปฏิบัติภาคสนามด้วยโดรน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีน่าสนใจ จะทำให้นักบินรู้จักควบคุมเครื่องบิน ทิศทาง แรงลม ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย การขนส่งสินค้าทางอากาศ การขนส่งสินค้าทางอากาศ แม้จะมีมานานแล้วแต่ก็เป็นการขนส่งผ่านเครื่องบินขนาดใหญ่ แตกต่างกับโดรนเราอาจจะขนส่งทางอากาศสำหรับสิ่งของขนาดเล็กในพื้นที่ไม่ไกลมาก ยกตัวอย่างเช่น การส่งสินค้าแบบเดลิเวอรี่อาจจะไม่ใช่คนไปส่ง อนาคตอันใกล้อาจจะใช้โดรนบินไปส่งถึงประตูหน้าบ้านแทน หรือหากใครอยู่คอนโด ก็ไม่ต้องลงมา รอรับสินค้าทางหน้าต่างได้เลย จะทำให้การขนส่งทางอากาศระยะสั้นนี้รวดเร็ว ขึ้นไปอีก ลองนึกภาพในอนาคตว่า เรากดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ จากนั้นก็จ่ายเงินผ่านระบบ เมื่อได้เงินระบบก็จะสั่งการให้โดรนออกบินไปส่งตามที่หมายอัตโนมัติภายในเวลาไม่เกิน 15 นาที ชีวิตคงจะสะดวกมากทีเดียว อาวุธใหม่ของกองทัพ มิตินี้เอาจริงๆ ไม่อยากพูดถึงเลย แต่ก็คิดว่ามาแน่ การพัฒนาโดรนนั่นหมายถึงเราจะก้าวเข้าสู่สงครามครั้งใหม่บนท้องฟ้า จากเดิมเราใช้เครื่องบินรบ เครื่องบินขับไล่ เราจะก้าวเข้าสู่ยุคโดรนพิฆาต ด้วยการขับโดรนผ่านนักบินในฐาน จากนั้นโดรนก็บินไปสู่ท้องฟ้า ทิ้งระเบิดลงบนเป้าหมาย ตูมกลับบ้าน นักบินปลอดภัย โดรนหากถูกยิงทิ้งก็ไม่สามารถหาต้นตอได้ว่ามาจากไหน ซึ่งมันจะเป็นเรื่องน่ากลัวมาก หวังว่าจะมีการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้

Read More

เทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ในไม่ช้า

Future technology Can change the world

ในปี พ.ศ. 2560 ได้เกิดวิทยาการอันก้าวล้ำที่เรียกว่าเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมันสามารถเปลี่ยนโลกได้ไปในทางอันน่าอัศจรรย์ขึ้น วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าวิทยาการที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง รักษาอาการอัมพาต ถ้าพูดถึงอาการอัมพาต หลายๆ คนก็คงรู้ว่ามันเป็นอาหารที่ในปัจจุบันนี้ยังไม่รักษาให้หายได้ เป็นแล้วเป็นเลย แต่ยังมีทีมนักประสาทวิทยาจำนวนหนึ่ง ได้ทำการทดลองโดยการติดอุปกรณ์เพื่อใช้ในการอ่านคลื่นไฟฟ้าสมอง ไว้ที่ลิงแสมซึ่งมันเป็นอัมพาต และนำอุปกรณ์ชิ้นเดียวกันนั้น ต่อสายสัญญาณเข้าไปตรงเยื่อประสาทไขสันหลัง ปรากฏว่าลิงตัวนั้นสามารถขยับขาได้ จากงานวิจัยนี้ ได้สร้างความหวังให้กับคนเป็นอัมพาตมาก เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้มีชื่อว่า “Neural bypass” วิธีการคือ ผู้ป่วยต้องทำการติดตั้งอุปกรณ์อ่านคลื่นไฟฟ้าสมอง และติดตั้งตัวรับแบบไร้สาย ไว้ตามอวัยวะต่าง ๆ ที่เป็นอัมพาต และในปัจจุบันนี้ ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาแห่งนี้ ก็กำลังมุ่งหน้าพัฒนาการวิจัยในเรื่องนี้ต่อไป รวมทั้งยังมีความหวังว่าในอนาคตอีก 10 – 15 ปี ข้างหน้าจะสามารถรักษาอัมพาตให้หายเป็นปลิดทิ้งได้ ระบบตรวจจับใบหน้า ณ ประเทศจีน ระบบตรวจจับใบหน้าสุดไฮเทค ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมาก โดยการนำเอาใบหน้าของมนุษย์มาแทนลายเซ็น ของคนจำนวนมากกว่า 120 ล้านคน มาเป็นเครื่องยืนยันในการชำระเงิน รวมทั้งการผ่านเข้าสู่อาคารต่าง ๆ ซึ่งระบบจดจำใบหน้ามีมานานเป็น 10 ปีแล้ว แต่ตอนนี้มีความแม่นยำอย่าสมบูรณ์มากขึ้น ที่จะนำไปใช้ในวงการธุรกรรมการเงิน , การรักษาความปลอดภัย ระบบปัญญาประดิษฐ์กับรถยนต์ การประชุมในหัวข้อเรื่อง Artificial-intelligence (AI) ณ กรุง Barcelona ปลายปี 2559 ได้มีการสาธิตระบบ Al ที่นำมาใช้ในรถยนต์ โดยมันสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานได้จำนวนมาก เนื่องจากการออกแบบ AI ชนิดนี้สามารถควบคุมการขับรถยนต์แบบใหม่ได้ โดยมันมีทักษะเรียนรู้ในบางเรื่องได้เอง จากการสาธิตในช่วงแรกระบบ software ก็จะขับรถไปตามปกติ แต่พอเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดฝันต้องหลบหลีกอะไรบางอย่าง มันก็กลับมาควบคุมรถในครั้งต่อไปได้อย่างสบายๆ จะมีการนำมาใช้จริงไม่เกิน 2 ปี The Cell Atlas การแพทย์ชีววิทยากำลังจะดำเนินโครงการ โคตร project คือ การทำแผนที่เซลล์ของมนุษย์ โครงการนี้จะดำเนินการทำแผนที่เซลล์ประมาณ 37 ล้าน-ล้านเซลล์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยความพยายามใยการรวมรวมจัดหมวดหมู่เซลล์ โดยปรากฏผลออกมา 300 รูปแบบ แต่ในร่างกายของมนุษย์มีเยอะกว่านี้มาก โคตร project อันสุดยิ่งใหญ่นี้…

Read More